วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564

 เอกสารที่ใช้ในการสมัคร

- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

  สำเนาเอกสารแสดงรายได้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

- สำเนาสลิปเงินเดือน

- หนังสือรับรองเงินเดือน

- รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

- สำเนาหน้าสมุดบัญชี

- เล่มทะเบียนรถตัวจริง

- สำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (อย่างน้อยประเภท 3)




 

เงื่อนไขคุณสมบัติ

- อายุ 20-65 ปี (รวมระยะเวลาสิ้นสุดการผ่อน)

- มีสถานะเป็นเจ้าของรถ

- สัญชาติไทย


เงื่อนไขคุณสมบัติรถยนต์

- รถเก๋ง กระบะ รถตู้ SUV ทุกยี่ห้อ ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นไป

- ผู้ขอสินเชื่อต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไม่ต่ำกว่า 30 วัน

  (ยกเว้นกรณีโอนเล่มจากสถาบันการเงิน)


ระยะเวลาผ่อน

- สูงสุด 60 งวด






 


รายละเอียดผลิตภัณฑ์

เจมันนี่ มีรถ มีเงิน สินเชื่อสำหรับคนมีรถยนต์ รถกระบะ รถตู้ หรือรถบรรทุก ที่ต้องการใช้เงินยามฉุกเฉิน หรือเพื่อเสริมสภาพคล่องต่างๆ เพียงคุณมีเล่มทะเบียนรถที่ปลอดภาระหนี้ หรือแม้แต่รถที่ยังผ่อนชำระอยู่ ก็สามารถมีเงินใช้ รถก็ยังมีขับ อนุมัติง่าย รวดเร็ว ไม่ต้องโอนเล่ม

ข้อเสนอดีๆจากทางเจ มันนี่ รถแลกเงิน

1. ไม่โอนเล่ม

2. ไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน

3. อนุมัติเร็ว ได้รับเงินไว

4. รถยังมีใช้ ไม่ต้องจอด เป็นหลักประกัน

5. รถเก่าตั้งแต่ปี2000 ยังใช้บริการ รถแลกเงินได้

6. ไม่ต้องทำประกันรถยนต์เพิ่ม*


*หมายเหตุเพิ่มเติม

- เงื่อนไขขึ้นอยู่กับบริษัทกำหนด













วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

 

5 ข้อควรระวังก่อนขอ "สินเชื่อบุคคล"

"สินชื่อ" เบ็นการยืมเงินที่ห้ามลืมเด็ดขาดว่าเราเอาของเค้ามาวันนึงก็ต้องคืนเค้าไปพร้อมกับดอกเบี้ย และสินเชื่อส่วนบุคคลก็เป็นหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงซะด้วย

"สินเชื่อส่วนบุคคล" ก็คือการขอกู้เอนกประสงค์โดยไม่กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เหมือนการกู้บ้านส่วนใหญ่ก็จะขอได้ไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือนที่เราได้ในแต่ละเดือน


จุดเด่นของสินเชื่อส่วนบุคคลก็คือ การที่เราสามารถกู้เงินเป็นก้อนได้และเราสามารถรู้ล่วงหน้าเลยว่าเราจะต้องชำระกึ่งวด งวดละเท่าไรบ้าง สามารถกำหนดได้เองตามใจ ซึ่งจะทำให้เราบริหารเงินได้ดีกว่าหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ความกระจ่างก็จะอยู่ที่ว่าสินชื่อส่วนบุคคลจะได้เงินก้อนมาเลยดอกเบี้ยก็เริ่มวิ่งทันที แต่ถ้าเป็นพวกบัตรกดเงินสดเราจะเสียดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อเรากดบัตรกดเงินสด จะให้เป็นวงเงินเรามา และแน่นอนบัตรกดเงินสดดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่พอสมควรเช่นกัน


5 ข้อควรระวังก่อนขอ "สินเชื่อบุคคล"


1. เงินก้อนที่ได้มามีต้นทุนทางการเงินที่สูง

แน่นอนว่าดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลจะค่อนข้างสูง เพราะว่าทางธนาคารไม่มีการเรียกร้องหลักประกันใด ๆ ก่อนให้เงินกู้ไป แน่นอนว่าดอกเบี้ยก็ต้องสูงเป็นธรรมดา แต่ยังไงก็ไม่เท่ากับบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด แต่ถ้าเราจะเอาเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่เราจะต้องจ่ายก็เป็นเรื่องที่ดี


2. ก่อนใช้ "สินเชื่อส่วนบุคคล" ต้องมั่นใจว่าจำเป็นจริง ๆ

ตามข้อ 1 เนื่องจากต้นทุนการเงินสูงมากจริง ๆ ก่อนกู้มาใช้อยากให้คิดดี ๆ ก่อนว่าจำเป็นจริง ๆ เป็นเรื่องฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ว่าอยากได้โทรศัพท์ใหม่อยากได้รถคันใหม่ก็เลยไปกู้มา อย่าลืมว่าเงินไม่ใช่ของเราถ้ากู้มาเราก็ต้องใช้คืนแถมดอกเบี้ยจำนวนไม่น้อยให้กับเค้าด้วย


3. ให้ระวังค่าใช้จ่ายที่ตามมา

แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยที่เราโดนเรียกเก็บตามกฎหมายยังไงก็ไม่เกิน 15% ต่อปี แต่ว่าการขอสินเชื่อบุคคลยังมีสิ่งที่เรียกว่า "ค่าธรรมนียม" อยู่ด้วย ซึ่งก็จะบวกเพิ่มไปจากดอกบี้ยต่อปีที่ทางธนาคารเรียกเก็บดังนั้นอย่าลืมดูค่าธรรมเนียมและค่าใช่จ่ายอื่น ๆ ให้ดี

4. สินเชื่อส่วนบุคคลสามารถให้วงเงินที่สูงกว่าบัตรกดเงินสด

นั่นก็เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลมีแผนการชำระคืนเป็นเงินสด ๆ อย่างชัดเจนมากกว่าบัตรกดเงินสด แต่ตรงนี้ก็ควรระวังเพราะให้วงเงินที่สูงเนี๊ยแหละ อย่างแรกการให้วงงินที่สูงเป็นก้อนมาก็จะทำให้ภาระดอกบี้ยเรายิ่งสูงขึ้นแบบทันที อย่างที่สองเราได้เงินก้อนมาโอกาสที่เราจะนำเงินไปใช้ผิดประเภทจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นตรงนี้เราควรเน้นย้ำว่าคำนวณและระวังให้ตี

5. ต้องมั่นใจว่าสามารถผ่อนคืนตามงวดได้จริง ๆ

ก่อนขอสินเชื่อส่วนบุคคล ขอแนะนำว่าต้องมั่นใจว่าเราสามารถจ่ายคืนได้ ห้ามคิดไปตายเอาดาบหน้าเด็ดขาดเพราะมันเสี่ยงมาก ๆ นอกจากเราจะโดนดอกเบี้ยเพิ่มแล้วยังมีค่าปรับที่จะตามมาอีกด้วย ถ้าเราไม่มั่นใจว่าจะสามารถหามาคืนได้ ไม่แนะนำให้กู้เพราะถ้าเราเอาเงินอนาคตมาแก้ไขปัญหาแบบนี้ เดี๋ยวพอถึงเวลาที่ต้องคืนเงินอีกที ก็จะเป็นปัญหาอยู่เรื่อยไปไม่มีวันจบ เป็นหนี้สะสมดินพอกหางหมู กว่าจะรู้ตัวกลับใจก็ไม่ทันเสียแล้ว น่าจะหาทางออกทางอื่นมากกว่า

การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีหรือมีไม่ได้ แต่เราต้องแยกให้ออกมาว่าอะไรคือหนี้ดีอะไรหรือหนี้เลว หนี้ดีเราจะเป็นเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีใครว่าเพราะการเป็นหนี้ประเภทนี้จะทำให้เรามีรายได้ที่มากขึ้น แต่ถ้าเป็นหนี้เลวก็จะมีแต่ทำให้เราจนลง


 

5C ที่ธนาคารต้องพิจารณาก่อนอนุมัติบัตรเครดิต


หลายคนคงสงสัยว่า การอนุมัติบัตรเครดิต นั้นทางธนาคารใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาบ้าง ทำไมบางคนก็ได้รับการอนุมัติ บางคนก็ขอสินเชื่อไม่ผ่าน บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับหลักการ 5C ที่ธนาคารต้องพิจารณาก่อนอนุมัติบัตรเครดิต รวมไปถึงสินเชื่ออื่นๆ ด้วย เผื่อใครมีแพลนว่าจะขอสินเชื่อธนาคารจะได้เตรียมตัวทัน


หลัก 5C กับการอนุมัติบัตรเครดิต

Character
คือ คุณลักษณะและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ วินัยในการใช้และการชำระสินเชื่อในอดีต ซึ่งบอกถึงความสามารถในการใช้หนี้และการบริหารจัดการสินเชื่อ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดาอาจพิจารณาอายุ อาชีพ สถานะภาพสมรส ส่วนกรณีผู้ขอสินเชื่อประกอบธุรกิจอาจพิจารณาประเภทของธุรกิจ ประวัติของผู้บริหาร ระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ

Capacity
คือ ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืนได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคต เช่น รายได้ในปัจจุบัน ภาระหนี้สินที่มีอยู่ ประวัติการชำระยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่น ๆ

Capital
คือ เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อเป็นหลักประกันการให้กู้ยืม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะไม่ใช่แหล่งเงินสำหรับชำระหนี้ แต่จะเป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อในกรณีที่เกิดปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้

Collateral
คือ ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำ หรือจำนองเพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ซึ่งสามารถให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนหรือนำหลักประกันมาขายทอดตลาดได้ตามที่กฎหมายกำหนด

Conditions
คือ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความมั่นคงในรายได้และการงาน ปัญหาสงคราม สิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนหรือรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต

ถ้าหากผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้มีอาชีพการงานและรายได้มั่นคง ไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถในการชำระหนี้ การขอสินเชื่อก็คงไม่ติดปัญหาอะไร แต่หากไม่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่มีเอกสารใบรับรองเงินเดือน โอกาสการได้เงินกู้ยังคงมีอยู่ เพราะอาจใช้หลักฐานทางการเงินอื่นๆ ทดแทนได้ เช่น ใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (Statement) ของบัญชีเงินฝาก


เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านก็คงพอทราบเกณฑ์ใน การอนุมัติบัตรเครดิต โดยเบื้องต้นของต่ละธนาคารกันแล้ว ก็ขอให้ทุกท่านที่กำลังจะมีพลนขอสินเชื่อหรือจะทำบัตรเครดิตนำไปใช้ปรับสถานะทางการเงินของตัวเองเพื่อที่จะได้ขอสินเชื่อใดๆ ก็ผ่านฉลุย 

ที่มา : ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

CR : MoneyGuru สนับสนุนให้ทุกท่านใช้บัตรเครดิตอย่างสมาร์ท เพื่อให้มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี เรามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมให้ทุกท่านเลือกสรร เข้ามาเปรียบเทียบบัตรเครดิตที่เหมาะสมกับคุณที่สุดได้ทุกวันที่นี่เลย 





 

สินเชื่อบุคคลคืออะไร

สินเชื่อบุคคลคืออะไร  เมื่อคุณต้องการเงินสดไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด คุณสามารถขอกู้ สินเชื่อส่วนบุคคล กับธนาคารได้ ซึ่งวงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่คุณจะได้นั้นธนาคารเป็นผู้กำหนด โดยพิจารณาจากรายได้ต่อเดือน ณ ปัจจุบัน และประวัติการชำระหนี้ที่คุณมีอยู่

สินเชื่อในประเทศไทยจะเป็นสินเชื่อแบบไม่ต้องมีบุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน นั่นหมายถึงคุณไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันใด ๆ ในการกู้เงิน การกู้สินเชื่อจำเป็นต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจกู้ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่คุณอาจจะต้องจ่าย อัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงยอดที่ต้องชำระต่อเดือน

วัตถุประสงค์ที่คนไทยส่วนใหญ่ขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล เช่น เพื่อชำระค่ารักษาพยาบาล, เพื่อการลงทุนหรือขยายธุรกิจ, เพื่อการศึกษา, เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์/ต่อเติมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการรวมหนี้ไว้ในที่เดียวเพื่ออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า

5 ข้อควรระวัง ที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน 

การขอสินเชื่อไม่ผ่าน คงเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเจอ ไม่ว่าจะขอสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่ออื่นๆ ซึ่งในบางครั้งทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็ต้องดูหลายๆ องค์ประกอบในการอนุมัติสินเชื่อ ดังนั้นผู้ที่มีโครงการจะขอสินเชื่อในอนาคตควรศึกษาราละเอียดและเงื่อนไขของการขอสินเชื่อของแต่ละธนาคาร จะได้เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ เรามาดู 5 ข้อควรระวัง ที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่านได้ที่นี่เลย 

1.เอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อ

การเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอสินเชื่อนั้นอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อ ซึ่งเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

เอกสารประจำตัว เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) กรณีนิติบุคคล อาจใช้สำเนาทะเบียนการค้า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล

เอกสารเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่

  • ผู้มีรายได้ประจำ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
  • ผู้มีอาชีพอิสระ กรณีเป็นสัญญาจ้าง อาจใช้สำเนาสัญญาว่าจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้าง กรณีเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวกร สถาปนิก ควรแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วยบัญชีเงินฝาก พร้อมใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (statement) ของบัญชีเงินฝากของตนเองหรือของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล บัญชีเงินฝากธนาคาร
  • นิติบุคคล ได้แก่ สำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี สำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน และแผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ

เอกสารอื่น ๆ  เช่น  สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม ในกรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานประจำตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วม ในกรณีที่ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแผนธุรกิจ เช่น แผนธุรกิจของ SMEs แผนโครงการที่ต้องการดำเนินการ

2.การค้ำประกันและหลักประกัน

การค้ำประกันและหลักประกันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ให้สินเชื่ออาจใช้ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าหากผู้ขอสินเชื่อชำระหนี้ไม่ได้ สถาบันการเงินยังมีทางที่จะได้เงินคืน เช่น สามารถยึดหลักประกันมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่ค้างอยู่ หรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทน โดยหลักทรัพย์ที่นิยมนำมาเป็นหลักประกัน เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงิน หุ้นกู้ และอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีสินเชื่อที่มีบุคคลค้ำประกัน สถาบันการเงินก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันประกอบด้วย

3.เกณฑ์ที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาสินเชื่อ

ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับนโยบายและหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย โดยทั่วไปแล้วมีปัจจัยหลัก ๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณา คือ

  • นโยบายสินเชื่อของผู้ให้สินเชื่อ เช่น ผู้ให้สินเชื่อบางรายอาจกำหนดว่าผู้ยื่นขอสินเชื่อต้องไม่มีประวัติการค้างชำระในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง หรืองดให้สินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่ในกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
  • วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ เช่น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ หรือลงทุนขยายโรงงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม : 5C ที่ธนาคารต้องพิจารณาก่อนอนุมัติบัตรเครดิต

4.สิทธิของผู้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินกรณีไม่ได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน*

หากผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ผู้ขอสินเชื่อสามารถขอทราบเหตุผลของการไม่อนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อมีข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงศักยภาพ และสามารถขอสินเชื่อได้ใหม่ในอนาคต โดยตัวอย่างคำชี้แจง เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ มูลหนี้คงค้างสูงเกินไป นอกจากนั้น ในกรณีการขอสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ หากถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็สามารถขอรับคืนเอกสารสำคัญที่เคยยื่นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ เช่น งบการเงิน แผนประกอบธุรกิจ รายละเอียดหลักประกัน โดยสถาบันการเงินจะต้องคืนให้ภายในเวลาอันควร

* ไม่ใช้บังคับกับ Non-bank ที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต

5.ภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

ทั้งภาระหนี้สิน การดำรงชีวิต การซื้อสิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน รวมไปถึงการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ธนาคารจะเก็บนำมาคิดหมด หากคำนวณดูแล้ว พบว่าคุณมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกิน 40% ทุกเดือน รับรองได้เลยว่าธนาคารจะปฏิเสธ ไม่ยอมให้คุณกู้ผ่านแน่ๆ แม้แต่สินเชื่อซิตี้ ที่ถึงแม้จะเป็นสินเชื่อที่กู้ง่าย แต่ถ้าธนาคารสืบดูแล้ว พบว่าคุณมีค่าใช้จ่ายมากเกินไป ก็มีสิทธิไม่ปล่อยกู้ได้เหมือนกัน ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจกู้เงิน ขอให้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเสียใหม่ อย่าใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไป ลดภาระหนี้สินที่อยู่ในครัวเรือนออกไปเสียบ้างเท่านี้ โอกาสจะขอกู้ก็มีมากขึ้นแล้ว


เหตุผลที่การขอ สินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ผ่าน

– ไม่เคยมีประวัติในการขอสินเชื่อเลย เรื่องนี้สำคัญนะครับใครบอกว่าตนเองไม่เคยขอสินเชื่ออะไรเลย ยังไงขอสินเชื่อรอบแรกก็สำเร็จแน่ นั่นไม่จริงเสมอไปครับ เพราะเหล่าสถาบันการเงินทั้งหลายจะไม่เคยมีประวัติ ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้เลย เมื่อพวกเขาไม่มีข้อมูลการขอสินเชื่อให้อนุมัติผ่านนั้นจึงเป็นเรื่องยากไม่ไช่น้อย

– ติดประวัติขึ้นบัญชีดำ หรือที่ชอบเรียกกันว่า แบล็คลิสต์ คือส่วนใหญ่มีการค้างชำระมาหลายงวดซึ่งข้อมูลเหล่านี้สถาบันทางการเงินสามารถตรวจสอบได้ นี่คือประเด็นใหญ่ที่แทบไม่มีสถาบันการเงินไหนอนุมัตคำขอให้กับคุณแน่นอน โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกบันทึกไปอีก 3 ปี เท่ากับว่าภายใน 3 ปีท่านคงไม่มีโอกาสขอสินเชื่อใด ๆ ได้เลย

– ชำระหนี้ล่าช้าบ่อยครั้ง นั่นหมายถึงว่าสถาบันการเงินมองศักยภาพในการชำระหนี้คุณเป็นลูกหนี้ไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาคงไม่อยากปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ชำระล่าช้าเหมือนกัน คิดภาพง่าย ๆ คือ เหมือนคุณให้เงินคนยืมแล้วเขาคืนคุณช้า คุณก็มองว่าเขาไม่มีความน่าเชื่อถือนั่นเอง

– มีภาระการผ่อนสินเชื่อต่าง ๆ เยอะมาก เนื่องจากตนเองมีภาระที่ต้องชำระสินเชื่อในแต่ละเดือนเยอะอยู่แล้ว แม้คุณไม่เคยล่าช้าหรือไม่เคยผิดนัดชำระเลยสถาบันการเงินก็มองว่าคุณอาจไม่มีศักยภาพมากพอในการผ่อนชำระหนี้สินครับ

การเตรียมตัวมาอย่างดีจะช่วยให้ลดโอกาสที่จะ ขอสินเชื่อไม่ผ่าน ขึ้นได้ ถ้ามีเอกสารพร้อม ศึกษาเงื่อนไขมาครบถ้วน และเคลียร์สถานะทางการเงินของตัวเองได้ดีแล้ว ก็มีโอกาสสูงที่ทางสถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่อให้ 


กลับไปหน้า "การสมัครสินเชื่อบุคคล J Money"





 

ข้อมูลบริษัท

บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (หรือชื่อเดิม บริษัท เจเอ็มที พลัส จำกัด) ตั้งขึ้นโดยวิสัยทัศน์นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของกลุ่มบริษัทเจมาร์ท ที่ตั้งเป้าหมายขยายโอกาสทางธุรกิจเข้าไปสู่ธุรกิจทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 ด้วยทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท โดยมีบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวิร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99


ในปี 2558 เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจบริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วเป็น 120,000,000 บาท เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ และการเข้าสู่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง อีกทั้ง บริษัทได้พันธมิตรที่สำคัญในการทำธุรกิจคือ Shinsei Financial Group ที่เข้ามาพัฒนาระบบการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับบริษัท ซึ่งจะยิ่งทำให้บริษัทมั่นใจอย่างสูงว่าจะมีระบบที่ได้มาตรฐานระดับโลก รองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต


ปี 2559 ด้วยนโยบายการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ของการผนึกกำลังร่วมกันของของบริษัทในกลุ่ม(Synergy) บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้เพิ่มทุนสร้างความเข้มแข็งในด้านเงินทุนให้กับบริษัท โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 1,220,000,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของกลุ่มบริษัทในด้านเงินทุน